บทสรุปรัสเซียทำไมก่อสงครามกับยูเครน

 สรุปรัสเซียทำไมก่อสงครามกับยูเครน

หลายคนอาจจะได้รับฟังข่าวสารทั้งบนโลกออนไลน์และตามสื่อต่างๆรวมถึงในโทรทัศน์ สำหรับประเด็นการก่อสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน สำหรับความขัดแย้งของรัสเซียกับยูเครนนั้นนับได้ว่ายาวนานต่อเนื่อง เลยทีเดียว วันนี้เราจะมาทำความสรุปสงครามของรัสเซียกับยูเครนในแบบที่เข้าใจง่ายๆให้ได้เข้าใจกัน ต้องบอกก่อนว่า ยูเครนนั้นเคยเป็นส่วนนึงของประเทศรัสเซียมากก่อนเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันเลยก็ว่าได้จนกระทั้งใน ปี 1917 เมื่อราชวงศ์โรมานอฟนั้นได้สิ้นสุดอำนาจลงนั้น กลุ่มชาตินิยมยูเครนจึงได้ขอทำการแยกตัวออกไปเป็นประเทศ โดยที่มีประเทศ     เยอรมนีนั้น ทำการหนุนหลัง

แต่เยอรมนีก็ต้องพ่ายแพ้ไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 เลยมีการก่อตั้งสหภาพโซเวียตขึ้น ซึ่งยูเครนก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในโซเวียต แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอีกในปี 1991 สหภาพโซเวียตได้เกิดการล่มสลาย แต่โรงงานจัดเก็บอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตนั้นอยู่ในพื้นที่ของยูเครน หัวรบนิวเคลียร์กว่า 1,249 หัวจึงได้ตกเป็นของยูเครน เพื่อที่จะเป็นเครื่องมืนในการการันตีว่า รัสเซียจะไม่เข้ามารุกราน แต่สังคมโลกนั้นไม่สบายใจนักเพราะกลัวการที่ยูเครนจะนำมันออกมาใช้

วันที่ 5 ธันวาคม 1994 ยูเครน รัสเซีย สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา ได้เซ็นสนธิสัญญาบูดาเปสต์ ขึ้นในข้อตกลงที่ว่าหากทำการกำจัดหัวรบทิ้ง เพื่อความมั่นคงของโลก ยูเครนจะได้รับเอกราช ในการบริหารประเทศ โดยในสัญญานั้นคือหากทำตามเงื่อนไขรัสเซียจะไม่สามารถที่จะใช้กำลังบุกรุกแทรกแซงยูเครนได้

จนกระทั้งในปี 2013 EU เสนอเงื่อนไขให้ยูเครนเข้าร่วมสมาชิกหากยูเครนตกลง ประชาชนจะสามารถที่จะเข้าไปทำงานทั่วยุโรปได้อย่างอิสระ ยูเครนสามารถที่จะเข้าไปวางขายสินค้าในประเทศที่เข้าร่วมได้อย่างไม่โดนกำแพงภาษี แต่รัสเซียนั้นไม้ต้องการให้ยูเครนเข้าร่วม เพราะมีกลุ่มเศรษฐกิจที่ชื่อว่า EAEU ของตัวเองอยู่ และต้องการให้ยูเครนอยู่กับรัสเซียต่อ  ยูเครนเลือกที่จะจงรักภักดีกับรัสเซีย เลยล้มข้อตกลง EU พร้อมรับเงินสนับสนุน 15,000 ล้านดอลลาร์จากรัสเซีย เหมือนผู้นำประเทศเอายูเครนไปขายให้กับรัสเซีย แทนที่จะเข้าร่วมEU เพื่อให้เศรษฐกิจได้เกิดการเดินหน้าขึ้น จากเรื่องนี้ทำให้ประชาชนนั้นเกิดการประท้วงทั่วประเทศ รัฐบาลเข้าไปใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดเหตุการณ์ที่บาลปลาย ทำให้ประธานาธิบดียานูโควิช ที่ครองตำแหน่งในขณะนั้น โดนสภาขับออกจากตำแหน่ง วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2014

เมื่อฝั่งยูเครนแสดงเจตจำนงว่าไม่อยู่ฝั่งเดียวกับรัสเซียทำให้รัฐเซียตอบโต้โดยการยึดแผ่นดินยูเครนที่ชื่อ ไครเมีย ซึ่งเป็นเขตแดนที่ติดกับยูเครนไม่ใช่รัสเซีย ซึ่งสหภาพโซเวียตได้มอบให้กับยูเครนในปี 1954 หลังการยึดไครเมีย ชาติอื่นนั้นได้มองว่าเป็นการแทรกแซงอธิปไตยกันตรงๆ ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนยุติลงได้จริงๆใน 12 กุมภาพันธ์ 2015  ฝรั่งเศษ และเยอรมนี ได้มาเป็นคนกลาง ทำสนธิสัญญาฉบับที่ 2 ให้กับ 2ประเทศ

แต่สถานการณ์ก็ยังไม่สงบเพราะรัสเซียได้มีการสร้างสะพานมายังไครเมีย รัสเซียไม่มีพรมแดนติดกับไครเมีย แต่การที่สร้างสะพานมาเช่นนี้เท่ากับว่าแสดงความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์แต่ไม่ได้มีเพียงประเด็นนี้เท่านั้น ทั้งสองฝ่ายยังมีข้อพิพาทในเรื่องของการบุกรุกน่านน้ำในเขตทะเลแบล็คซีกันอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั้งในปี 2019 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งนึง เมื่อ โวโลดิเมียร์ ซีเลนสกี้ ถูกเลืกให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของยูเครน เขาแสดงการต่อต้านการรุกคืบของรัสเซียในภาคตะวันออกของประเทศ รวมถึงมีแผนการที่จะนำยูเครนเข้าเป็นส่วนนึงของ NATO

ทำให้ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ไม่ยอมที่จะให้ยูเครนได้มีการเข้าร่วมกับ NATO โดยที่ต้องการคำยืนยันจาก NATO ว่าจะไม่รับยูเครนเป็นชาติสมาชิก การที่ไม่ได้รับการตอบรับจาก NATO ทำให้ รัสเซียส่งทหารราว 130,000 นายเข้าไปประชิดพรมแดนยูเครน ยังไม่นับทหารอีกกว่า 30,000 นายที่ซ้อมรบอยู่ที่เบลารุส

โดยปูตินไม่หยุดแค่นั้นยังมีการกล่าวอ้างว่าจะช่วยเหลือให้ โดเนตส์ และ ลูฮันส์ นั้นขึ้นมาเป็นรัฐได้ และทำการส่งกองกำลังทหารเข้าไป ยูเครนนั้นจึงยอมไม่ได้ เพราะสำหรับสองจังหวัดนี้แล้วคือส่วนนึงของยูเครน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของยูเครนได้กล่าวว่า ปูตินนั้นไม่ได้สนใจแค่ส่วนนึงของยูเครน เขาไม่ได้สนใจที่จะรักษาสันติภาพ เขาเพียงแค่ต้องการไม่ให้ยูเครนนั้นได้เป็นประเทศอย่างแท้จริง

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นนับได้ว่าตึงเครียดเอามากๆ เพราะหากมีการสู้รบกันนั้นอาจจะเป็นสงครามโลกในครั้งที่ 3เลยก็ว่าได้ และยังมีความเสี่ยงในการที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยที่โลกของเรานั้นยังไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงนี้ ดังนั้นยังต้องจับตามองกันต่อไป ชาติตะวันตกจะส่งกองกำลังมาสนับสนุนให้กับยูเครนหรือไม่แม้จะยังไม่ได้เข้าร่วม NATO  ขณะที่รัสเซียกล้าเสี่ยงหรือไม่หากทำการโจมตีแล้วโดนแบนจากชาติมหาอำนาจทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยในตอนนี้นั้นเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการเตรียมการอพยพคนไทยในยูเครนแล้ว